โรคระบาดมือเท้าตอนนี้ระบาดหนัก

โรคมือเท้าปากเป็นโรคติดต่อชนิดหนึ่งซึ่งเกิดจากการติดเชื้อไวรัส

เด็กที่เป็นโรคมือเท้าปาก ส่วนใหญ่เริ่มจากการมีไข้สูงๆต่ำๆและก็เป็นแผลในช่องปาก  หรือร้อนในและก็ให้สังเกตมีผื่นหรือตุ่มขึ้นที่มือและฝ่าเท้า ส่วนใหญ่แผลในปากนั้นเราเห็นเป็นแผลในช่องปาก หรือเพดานอ่อนหรือบางคนก็เป็นที่กระพุงแก้มหรือที่ลิ้น

ส่วนบางคนนั้นอาจจะเป็นเยอะจะลามออกมาที่ริมฝีปากก็เป็นกันได้   ส่วนผื่นที่มือนั้นจะเป็นตุ่มแดงๆน้ำใสบริเวณฝ่ามือและง่ามนิ้วมือและนิ้วเท้า และบางคนเป็นอาจจะเป็นเยอะมากจึงทำให้เจ็บปากกินข้าวไม่ได้ มือเท้าแดง แล้วถ้ามีอาการออ่นเพียรนั้นเราควรรีบพามาหาหมอเพื่อที่จะรักษาจนกว่าอาการนั้นจะดีขึ้น แล้วคุณหมอนั้นจะให้กลับบ้าน  

ส่วนใหญ่นั้นจะหายภายใน 5-7 วัน แต่ว่าเราก็ต้องดูอาการว่ามีภาวะแทรกซ้อนไหม แต่ถ้ามีนั้นอาการที่แทรกซ้อนที่รุนแรงมากที่สุดคือก้านสมองอักเสบ แต่ซึ่งจะพบได้น้อยมากว่าจะเป็นอาการนี้แทรกซ้อนด้วย ส่วนคุณพ่อคุณแม่นั้นทีมีลูกน้อยนั้นก็ต้องดูอาการว่าอาการของของเด็กนั้นมีอาการหายใจหอบรุนแรงไหม  มีอาการชักแกรงของร่างกายไหม ถ้ามีควรที่จะไปหาหมอ  

 

ในขณะที่แพร่เชื้อนั้นก็จะมีอาการมาทางอุจจาระกับทางน้ำลาย 

ถึงแม้ว่าเรานั้นจะหายหรือออกจากโรงบาลแล้วแต่เราก็สามารถที่จะแพร่เชื้อได้เหมือนกันเพราะว่ายังมีเชื้ออยู่ เชื้อที่แพร่ได้ดีคือ  ตอนที่เรารู้ตัวว่าเป็นในช่วง 7วันนั้นจะเป็นอะไรที่แพร่เชื้อได้ดีมาก

 

วิธีป้องกันรักษานั้น ก็รักษาตามอาการที่เป็นถ้าเป็นไข้

ก็ให้ยากินยาลดไข้  หรือว่าถ้ามีอาการคันเราก็ให้ยาแก้คัน หรือทายาแก้คัน แต่เดียวนี้นั้นมียาฉีดวัคซีน ป้องกันมือเท้าปากเปื่อยโดยเฉพาะ  

ถ้าจะให้ดีที่สุดเราควรดูแลสุขอันนามัย เพื่อไม่ให้ไปแพร่เชื่อกับคนอื่น อย่างเช่น ถ้าเรานั้นเป็นนักเรียนเราควรที่หยุดเรียนเพื่อที่เรานั้น ไม่ไปแพร่เชื้อ  ในการที่เรานั้นป้องกันคือ เวลาที่เรานั้นรับประทานอาหารเราควรที่จะล้างมือก่อนทานอาหารบ่อยๆ ล้างสบู่ และเวลาที่เรานั้นเข้าห้องน้ำเราก็ควรที่ล้างมือให้สะอาด 

เพื่อสุขอันนามัยของตัวเอง แต่ถ้าลูกเรานั้นเด็กเราก็ควรฝึกและสอนเขาให้รู้จักความสะอาด เพื่อที่เรานั้นจะไม่แพร่เชื้อให้กับคนอื่น แต่ถ้าจะให้ดีเราควรที่จะหยุดดูแลตัวเองให้หายดีก่อนที่เรานั้นจะไปโรงเรียน  

มาทำความรู้จักโรคดื้อยากันเถอะ

คุณเคยรู้จักคำว่า การดื้อยา หรือไม่ลักษณะอาการคือ

การที่เราทานยาชนิดเดิมบ่อยๆ เพื่อรักษาโรคที่เราเป็น คนไทยสมัยก่อนจะนิยมหาซื้อยาตามร้านยาทั่วไปมากินเอง โดยไม่ได้ไปโรงพยาบาลเพื่อปรึกษาแพทย์ เพราะสมัยก่อนการเดินทางยังไม่สะดวกสบายเหมือนกับปัจจุบัน และที่สำคัญผู้คนส่วนใหญ่ที่ซื้อยาทานเองก็จะเป็นชาวบ้านธรรมดา ไม่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความจำเป็นในการไปพบแพทย์แทนที่จะซื้อยากินเอง ส่วนใหญ่มักคิดว่า เจ็บป่วยไม่มากซื้อยามากินก็หายแล้ว แต่หารู้ไม่ว่าร้านค้าที่ไปซื้อยามากินนั้น

ผู้ขายเองก็ไม่ได้มีความรู้เกี่ยวกับยาที่ขายให้กับเราเลย

ยังจำได้ว่าสมัยเด็กๆ เวลาที่แม่กับพ่อไม่สบาย พวกท่านก็จะไปร้านค้าแถวบ้านซื้อยาที่ เรียกกันว่ายาชุดมากิน กินไปไม่กี่ครั้งอาการก็ดีขึ้นหรือหายป่วยเลย ดังนั้นเมื่อพ่อกับแม่ป่วย พวกท่านจึงไม่ค่อยยอมไปรักษาที่โรงพยาบาลเพราะท่านคิดว่าทานยาชุดก็หาย โดยที่พวกท่านไม่ได้รู้เลยว่าการซื้อยากินเอง จะอันตรายต่อร่างกายมากมาย และยังพบกับอาการ เชื้อดื้อยา 

เนื่องจากในยาชุดนั้น จะมีหลายเม็ดด้วยกันซึ่งแต่ละเม็ดยาคุณสมบัติการรักษาก็แตกต่างกันไป โดยในยาชุดอาจจะประกอบไปด้วย ยาลดไข้ ยาแก้ปวด ยาฆ่าเชื้อ ยาคลายกล้ามเนื้อ ซึ่งอันที่จริงเราเพียงแค่มีอาการปวดเมื่อยจึงไปซื้อยามาทาน แต่เมื่อเป็นการซื้อยาชุด วิธีการคือต้องกินยาทุกเม็ดที่จัดเป็นชุดให้รับประทาน ทำให้เราทานยาบางตัวที่ร่างกายเราไม่ได้ต้องการเข้าไปด้วย เมื่อร่างกายได้รับยาเดิมซ้ำๆบ่อยๆทั้งที่ไม่ได้เกิดโรคนั้น จะทำให้ร่างกายเกิดความเคยชิน และเมื่อถึงเวลาที่เรามีอาการของโรคดังกล่าว เมื่อทานยาแบบเดียวกันเข้าไปจะทำให้ยาไม่มีผลต่อการรักษาแล้ว

เพราะเกิดอาการดื้อยาซะแล้ว ทำให้ต้องเสียเวลารักษานานขึ้นกว่าเดิม และอาจต้องเสียเวลา เสียค่าใช้จ่ายในการรักษามากขึ้นกว่าเดิม และที่สำคัญอันตรายต่อชีวิตอีกด้วย ดังนั้นเมื่อมีอาการเจ็บป่วยไม่สบาย อย่าคิดว่าเป็นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ซื้อยามาทานก็หาย มันจะกลายเป็นว่าเสียน้อยเสียยากเสียมากเสียง่าย ควรหลีกเลี่ยงการเป็นโรคดื้อยาด้วยการ 

  • ไม่หาซื้อยามากินเองพร่ำเพรื่อ
  • เมื่อได้รับยามากจากคุณหมอ ควรทานให้ครบตามเวลาที่คุณหมอสั่ง ไม่ใช่ว่าพออาการดีขึ้นก็หยุดยาเองโดยที่ยังไม่ครบกำหนด
  • ไม่ควรนำยาของคนอื่นมาทาน ถึงแม้ว่าจะมีอาการของโรคคล้ายกันกับเราก็ตาม ควรไปให้แพทย์ตรวจสอบอาการและจ่ายยาให้ เพราะอาการของโรคคล้ายกัน อาจไม่ใช้โรคชนิดเดียวกันก็ได้ 
  • โรคบางโรค เช่น ไข้หวัดก็ไม่จำเป็นต้องกินยาปฏิชีวนะเสมอไป เพียงแค่เราพักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำเยอะๆ อาการของไข้หวัดก็จะดีขึ้นเอง แต่ถ้ามีอาการของไข้หวัดเกิน 3 วันขึ้นไปควรไปโรงพยาบาลเพื่อให้แพทย์ตรวจอาการ

สุขภาพเกี่ยวกับอาหาร

การกินอาหารเข้าไปแล้วไม่ทำให้เพิ่มน้ำหนัก กินเข้าไปแล้วไม่ให้เกิดโรค  แต่สามารถ ลดเกลือ น้ำตาล ไขมัน 

องค์การสาธารณสุขได้เคยกล่าวไว้ว่า การกินอาหารไม่มีประโยชน์ และการไม่ออกกำลังกายทำให้เกิดก่อการเป็นโรค หลายๆอย่าง โดยสาธารณะสุขได้แนะนำเกี่ยวกับอาหารที่ดีแก่สุขภาพ ได้แก่การกินอาหารที่มีคุณภาพ และกินเข้าไปไม่ทำให้น้ำหนักเพิ่ม  โดยการกินให้พยามหลีกเลี่ยงโดยการลดการกินไขมัน และไขมันอิ่มตัว และเพิ่มการกิน ผัก ผลไม้ ธัญพืช ลดอาหารเกี่ยวกับน้ำตาล ลดเกี่ยวกับการเค็ม การรับประธานอาหารที่มีความสมดุลต่อร่างกายและพลังงานของแต่ล่ะวัน

โดยปกติเราจะรู้จักการกินอาหารที่ครบห้าหมู่ ในการกินแต่ล่ะจานเราต้องกินกี่สัดส่วน ในแต่จาน รับประทานผักและผลไม้ สี่ถึงห้าส่วนต่อวันเราต้องกินผัก หมู ปลา ถั่วเหลือง กินในส่วนที่มีไขมันต่ำ เช่นปลา   ไก่  

โดยการอ่านฉลาก ก่อนซื้อ  หรือง่ายๆโดยการกินหารที่มีประโยชน์ อาหารจานสุขภาพ และการกินควรกินได้แก่ทุกเพศทุกไว การกินอาหารไม่จำเป็นที่ต้องกินอาหาร ที่ตามสัดส่วนตลอดก็ได้แต่ถ้าทำได้จะดี  แต่ตามสัดส่วนไม่เหมาะแก่การให้อาหารสำหรับเด็กที่มีอายุน้อยกว่าสองขวบ ตามสัดส่วนใช้ได้หมดแม้แต่จำพวกที่กินมังสาวิรัต

โดยส่วนใหญ่คนไทย จะรับประทานอาหารแบบมีไขมันมันจำนวนมากจึงทำให้เกิดโรคภัยตามมาอย่างได้จัดเจน 

ไม่ตรงตามสัดส่วนที่ทางสาธารณะสุขเคยกล่าวไว้ บวกกับการไม่ออกกำลังกายประกอบด้วยจึงทำให้เกิดโรคอ้วน เบาหวาน โรคไตได้อย่างได้   เราคนทุกคนไม่ว่าอย่างไรต้องการสารอาหารที่มีคุณภาพและเพียงพอต่อร่างกาย เราทุกคนจะเป็นต้องกินอาหารให้ครบห้าหมู่พักผ่อนให้เพียงพอ  ไม่เครียด ทำร่างกายให้สดอื่น หลีกเลี่ยงกับการกินอาหารประเภท ไขมัน ของทอด แป้งน้ำตาล และเค็ม กินพักให้มากขึ้น และผลไม้

ถ้าเป็นไปได้ควรหลีกเลี่ยง อาหารเป็นย่างเช่นหมูกระทะ

อันนี้ทำให้สะสมในร่างกาย เป็นจุดเกิดก่อโรคได้หลายโรคเลย  โรคมะเร็ง อันนี้ยอดฮิตเกิดจากการกินอาหารปะเภทไหม้เกรียม ตามอีกโรคความดัน ไขมันอุดตันในเส้นเลือด เพราะในแต่การปรุงอาหารเขาได้ใส่ เครื่องปรุงต่างๆ สารหมักหมูแต่และชนิด จึงทำให้เป็นการสระสมในร่างกาย และส่งผลต่ออายุยาว ไม่ใช่ว่าจะต่อต้านไม่กินเลยก็ไม่ใช่  อาจจะกินเดือนล่ะครั้งสองครั้ง ไม่ใช่ว่าทุกอาทิตย์วันเว้นวัน เราอยากให้คนทุกคนใส่ใจในการดูแลให้มากขึ้น ด้วยการกิน เหมือนท่งสาธารณะสุขเคยออกประกาศว่า ลดหวานลดเค็มเผื่อร่างกายห่างโรคนั่นเอง

การทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ดีอย่างไร

เรื่องราวหรือข้อดีของการทานอาหารให้ครบ 5 หมู่

เราก็มักจะเรียนกันมาตั้งแต่เด็กๆกันแล้ว แต่ที่ยังต้องมาพูดหรือมีการดูแลสุขภาพกันอยู่ทุกวันนี้นั้น เพราะเกิดจากสาเหตุหลายประการด้วยกัน นั้นก็ได้แก่

  • เชื้อโรคมีเยอะมากขึ้น
  • พักผ่อนกันน้อยลงหรือพักผ่อนไม่เพียงพอ
  • อาการเครียดต่างๆ
  • การทานอาหารที่ขยะหรืออาหารที่ไม่มีประโยชน์
  • ไม่มีเวลาไปออกกำลังกาย

สาเหตุต่างๆที่กล่าวข้างต้นนี้

เป็นสาเหตุที่ทำให้ทุกคนมาช่วยกันพูดเรื่องให้หันมารักสุขภาพกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกาย หรือการทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เพราะมันเป็นสิ่งที่ร่างกายต้องการ 

ยิ่งมีการพัฒนาสังคมขึ้นมามากเท่าไหร่ คนส่วนใหญ่ก็รักตัวเองน้อยลง ไม่ค่อยให้ความสนใจกับร่างกายของตนเองกันเลย เพราะอาจจะเกิดจากสาเหตุหลักๆด้วยกัน นั้นก็คือการด้นรน หารายได้เพื่อความอยู่รอดของตนเองและครอบครัว จึงทำให้หลายๆคนไม่มีเวลาสนใจอะไรกับตนเองมากนัก และทุกวันนี้ข้าววของ หรืออาหารก็แพงกันขึ้นทุกวัน ทำให้การหาของมาบำรุงยิ่งยากขึ้นไปใหญ่ เรียกว่ามีเงินอยู่ใช้ให้ถึงเดือนก้แทบจะแย่แล้ว ทำให้การหาอาหารมาทานให้ครบ 5 หมู่ยิ่งแย่เข้าไปใหญ่ ตืทว่าการทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ก็ย่อมดีที่สุดสำหรับร่างกายอย่างเราๆแล้วแหละ

ข้อดีของการทานอาหารให้ครบ 5 หมู่

  • ทำให้ร่างกายแข็งแรง ไม่ป่วยง่ายๆ
  • บำรุงประสาทและสมองได้เป็นอย่างดี
  • การทำงานของระบบภายในร่างกายทำงานปกติ 
  • ไม่เป็นโรคง่าย 
  • มีความจำที่ดี 
  • ไม่แก่ก่อนวัยอันควร

นอกจากจะช่วยให้ร่างกายของเราทำงานปกติแล้ว การทานอาหารให้ครบ 5 หมุ่ยังทำให้ร่างกายของเราแข็งแรงและไม่ค่อยป่วยอีกด้วย เพราะระบบการทำงานที่ปกติดีจะช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอได้ดีมากขึ้น ดังนั้นการเป็นโรคต่างๆจึงเป็นได้ยากกว่าคนที่ไม่ทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ 

เราสามารถสังเกตุได้จากคนเฒ่าคนแก่ที่มีอายุค่อนข้างยืนนาน

ผิดกับสมัยปัจจุบันที่มีการดูแลตนเองในทางผิดๆ กินอาหารที่ไม่ค่อยมีประโยชน์ แถมยังไม่ครบ 5 หมู่อีกด้วย อาหารเหล่านี้นอกจากไม่มีประโยชน์กับร่างกายของเราแล้ว ยังให้ให้โทษแก่ร่างกายอีกด้วย 

อาหารบางอย่างเราทานไปก้ไม่มีประโยชน์แถมยังให้โทษแก่ร่างกายของเราอีกต่างหาก ซึ่งคนในสมัยนี้ก้ไม่ได้สนใจอะไรมากนัก ส่วนใหญ่เน้นการกินเพื่อความถูกอกถูกใจในรสชาติเสียมากกว่า ทำให้คนในยุคปัจจุบันป่วยเป็นโรคต่างๆมากมาย แถมโรคร้ายที่เจอก็กลายพันธุ์หนักขึ้นไปเรื่อยๆอีกด้วย เรียกว่านอกจากไม่บำรุงดูแลตนเองแล้ว ยังเลือกทานอาหารที่ทำร้ายแต่ตนเองกันอีก